15 วิธีบำบัดอาการอกหักด้วยตัวเอง
อกหัก เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด
ผู้หญิงหลาย ๆ คนก็เลยจะมีปฏิกิริยาตอบรับกับการสิ้นสุดความสัมพันธ์เมื่อคนรักมาตีจากแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการหนีออกจากบ้าน ประชดแฟน เผื่อเขาจะตามมาง้อ บางคนก็ทำร้ายตัวเอง เขาจะได้สงสารกลับมาดูแลเราอีก บางคนประชดด้วยการกินทุกอย่างที่ขวงหน้า นั่นไม่เพียงแต่ทำให้เขาไม่กลับมา ซ้ำร้ายเรายังหาคนใหม่ไม่ได้ เพราะรูปร่างหน้าตาไม่ดึงดูดซะแล้ว
อันที่จริงเมื่อคนรักตีจาก นั่นหมายถึงว่า
เขาอาจจะใช้ความอดทนอย่างสุด ๆ และรวบรวมความกล้าอย่างมากมาย ในการที่จะบอกเลิกลากับเราแล้ว เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น การมานั่งคอยห้วยหวังว่าเขาจะกลับมาอีก
คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้น้อยเต็มทน หรือถ้าเขากลับมาจริง คุณทั้งคู่ก็อาจจะต้องมาอยู่กับความรู้สึกเหมือนมีแผลอยู่ในใจ ลบยังไงก็ไม่หมด บางคนถึงกับหวาดระแวงพฤติกรรมของคนรักไปตลอดเลยก็มี
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
เมื่อคุณประสบกับอาการอกหัก สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือการใช้ความรุนแรง ลองมาใช้วิธีการที่จะแนะนำต่อไปนี้ในการปรับอารมณ์ และปรับตัวปรับใจของคุณจะดีกว่า
• 1. ใช้เวลาของคุณให้เพลิดเพลินไปกับการ Shopping หาสถานที่ซึ่งคุณสามารถจะซื้อข้าวของเพื่อมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม คุณอาจจะหาเพื่อนไปด้วยสักคนหรือสองคน เพื่อให้ช่วยกันออกความเห็นในการสร้างบุคลิกใหม่ ที่น่าดึงดูดใจให้กับคุณได้ด้วย งานนี้ต้องลงทุนกันหน่อย
• 2. เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ออกไปจากสถานที่เก่า ๆ นี้ซะ บางคนอาจจะถือโอกาสลาพักร้อนไปพักผ่อนไกล ๆ จะได้ไม่ต้องมานึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ในสถานที่เดิม ๆ อีก แต่อย่าลืมชวนเพื่อนสนิทของคุณไปด้วยละ
• 3. ไปออกกำลังกายเพื่อให้รูปร่างของคุณดูดีขึ้น ก็น่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ อย่างน้อย ก็เป็นโอกาสที่เราจะได้เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ อาจจะถือเป็นงานอดิเรกใหม่ ๆ หรือการเล่นกีฬาอะไรเป็นประจำ เช่นตีแบต ตีกอล์ฟ เล่นกีฬาทางน้ำ หรือบางคนอาจจะไปชกมวยเลยก็ได้ โอกาสนี้ ยังอาจทำให้คุณได้พบเพื่อน(ชาย) ใหม่ ๆ ด้วย
• 4. ตามใจตัวเอง ด้วยการไปอบไอน้ำ นอนแช่อ่างจากุชี่ อย่าไปคิดว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องเสียเวลา เพราะอย่างน้อย มันจะทำให้คุณรู้สึกสบายตัว และมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้
• 5. ถ้าคุณอยากร้องไห้ ก็ร้องไปให้เต็มที่เลย คุณอาจจะจัดงานปาร์ตี้เล็ก ๆ ขึ้นมาสักงานหนึ่ง เพื่อที่จะสลัดความน่าสงสารของคุณออกไป และถ้าคุณเกิดอยากร้องไห้ขึ้นมาในระหว่างนั้นละก็ ร้องให้เต็มที่เลย ซื่อสัตย์กับตัวเอง เชื่อเถอะ หลังจากนั้น คุณจะรู้สึกดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะนึกขำกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น
• 6. จดจำความรู้สึกที่เลวร้าย ไม่ใช่นั่งคิดถึงเรื่องโรแมนติกของคนที่ตีจากคุณไป โดยคุณอาจจะนั่งลิสต์รายการออกมาเลยก็ได้ว่า คนรักเก่าของคุณ ได้กระทำอะไรที่ไม่น่ารักลงไปบ้าง แล้วรวบรวมมันออกมาเป็นเหตุผล ที่คุณจะบอกกบตัวเองได้ว่า นี่แหละ ทำให้ฉันไม่มีวันกลับไปนึกถึงคน ๆ นี้อีก
• 7. อะไรที่เป็นอนุสรณ์ของความรักเก่า ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย จดหมายรัก หรือตั๋วชมคอนเสิร์ตอันแสนโรแมนติก ทำลายมันซะให้หมด จะได้ไม่ต้องหยิบมาดูให้ช้ำใจอีกต่อไป
• 8. หยุดการออก Date ไว้ชั่วคราว ทำตัวเองให้ปลอดความเคยชินกับการไปไหนมาไหนเป็นคู่สักพักหนึ่ง คุณอาจจะแพคกระเป๋าใส่หลัง แล้วไปหากิจกรรมอื่น ๆ ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ใส่ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรจะมาหยุดคุณได้ หรือใครใจกล้า ๆ อาจจะไป Bungee Jump ดูบ้างก็ได้
• 9. อย่าไปคิดว่าช๊อกโกแล็ต เป็นสัญญาลักษณ์แห่งความรัก ถ้าคุณคิดจะรับประทานมันเข้าไป ก็ให้คิดซะว่ามันเป็นขนมแสนอร่อย คุณอาจจะลองตามใจตัวเองในเรื่องของอาหารการกินบ้างก็ได้ เช่นเมื่อรับประทานอาหารมือค่ำแล้ว อาจจะตามด้วยของหวานที่คุณโปรดปราน เพราะตอนนี้ไม่มีใครจะมาคอยห้ามคุณแล้ว แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องไขมันส่วนเกินเอาไว้บ้างนะ
• 10. ออกไปเต้นรำให้สุดเหวี่ยง โชว์ลีลานักเต้นคุณออกมาให้เต็มที่ อาจจะช่วยปลดปล่อยคามรู้สึกเศร้าสูญเสียของคุณลงไปได้บ้าง หรือคุณอาจจะลองไปเต้นรำในบรรยากาศแบบแปลก ๆ อย่างคาวบอยดูบ้างก็ไม่เลวทีเดียว
• 11. หาเวลาออกไปเที่ยวนอกเมือง โดยคุณอาจจะหาเพื่อนทั้งชายทั้งหญิงกลุ่มใหญ่ไปด้วยกันสักกลุ่ม เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
• 12. เมื่อคุณปรับเปลี่ยนบรรยากาศมาจนพอสมควรแล้ว ก็ต้องกลับมาเผชิญความจริง โดยคราวนี้ คุณอาจจะพร้อมแล้วสำหรับการออก Date ครั้งใหม่ แต่ก็อย่าลืมใช้เวลาในการเรียนรู้กันให้มากก่อนที่จะไปปักใจรักเขาเขาเหมือนกับคนที่แล้วล่ะ
• 13. หาความรู้ที่สูงขึ้นมาใส่ตัว เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าตนเองมีค่ามากขึ้น โดยอาจจะไปสมัครเรียนถ่ายภาพ ปีนเขา หรือเข้าอบรมคอมพิวเตอร์เลยก็ได้ ทำตัวของคุณเองให้ยุ่ง ๆ เข้าไว้ และอีกอย่างหนึ่ง อาจจะมีใครดี ๆ ที่คุณจะได้พบในระหว่างการไปเรียนรู้หรือเข้ารับการอบรมนี้ก็ได้
• 14. หาสัตว์เลี้ยงที่มีความซื้อสัตย์กับคุณมาเลี้ยง ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวเลยทีเดียว
• 15. อย่าลืมว่า ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลก อย่างที่ฝรั่งเขาชอบพูดว่า " There''s plenty of fish in the sea
ข้อคิดดีๆ
วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
อย่าต้องให้น้ำตาตก กับเรื่องรกใจ
..เรามักจะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับสิ่งต่างๆมากเกินไปแล้ว
ลองพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่า...นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย..
แต่เรากับให้ความใส่ใจกับปัญหาเล็กๆน้อยๆทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างไม่จำเป็น
เช่น..มีคนขับรถตัดหน้าเราไปอย่างน่าหวาดเสียว
แทนที่เราจะปล่อยให้เรื่องนั้นผ่านไป..เพื่อใช้เวลากับสิ่งอื่นที่ต้องทำในวันนี้
เรากับตกอยู่ในอดีตอารมณ์ ( อารมณ์ที่ผ่านไปแล้ว ) นำมาวิตกวิจารมากมาย
เล่าให้คนอื่นๆฟังเพื่อบอกถึงความโกธรของตนเอง
โดยหารู้ไม่ว่า..นั่นเป็นการทำร้ายตนเองซ้ำๆซากๆที่สุด..
ยังมีเรื่องรกใจอีกหลายๆอย่างมากมายไปหมด
บางครั้งน้ำตาตกก็เพราะเรื่องรกใจ..ที่เราทำขึ้นมาเอง..
ลองใช้สติระลึกรู้ซิคะว่า..เวลานี้ไม่ใช่เวลานั้น
และเวลานั้น..ก็ไม่ใช่เวลานี้....มันผ่านไปแล้ว
หนังจบแล้ว เล่าไปเสียเวลา ใช้ปัญญาใคร่ครวญ
จะได้ไม่หวลไปในเรื่องอดีต..ที่ไม่ดีเลยได้ค่ะ..
..อย่าต้องให้น้ำตาตก
..อย่าไปหยิบยกเรื่องอดีต
..อย่าไปเสียเวลากับเรื่องนอกรีด
..จงทิ้งอตีดมาอยู่กับปัจจุนบัน
..เรามักจะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับสิ่งต่างๆมากเกินไปแล้ว
ลองพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่า...นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย..
แต่เรากับให้ความใส่ใจกับปัญหาเล็กๆน้อยๆทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างไม่จำเป็น
เช่น..มีคนขับรถตัดหน้าเราไปอย่างน่าหวาดเสียว
แทนที่เราจะปล่อยให้เรื่องนั้นผ่านไป..เพื่อใช้เวลากับสิ่งอื่นที่ต้องทำในวันนี้
เรากับตกอยู่ในอดีตอารมณ์ ( อารมณ์ที่ผ่านไปแล้ว ) นำมาวิตกวิจารมากมาย
เล่าให้คนอื่นๆฟังเพื่อบอกถึงความโกธรของตนเอง
โดยหารู้ไม่ว่า..นั่นเป็นการทำร้ายตนเองซ้ำๆซากๆที่สุด..
ยังมีเรื่องรกใจอีกหลายๆอย่างมากมายไปหมด
บางครั้งน้ำตาตกก็เพราะเรื่องรกใจ..ที่เราทำขึ้นมาเอง..
ลองใช้สติระลึกรู้ซิคะว่า..เวลานี้ไม่ใช่เวลานั้น
และเวลานั้น..ก็ไม่ใช่เวลานี้....มันผ่านไปแล้ว
หนังจบแล้ว เล่าไปเสียเวลา ใช้ปัญญาใคร่ครวญ
จะได้ไม่หวลไปในเรื่องอดีต..ที่ไม่ดีเลยได้ค่ะ..
..อย่าต้องให้น้ำตาตก
..อย่าไปหยิบยกเรื่องอดีต
..อย่าไปเสียเวลากับเรื่องนอกรีด
..จงทิ้งอตีดมาอยู่กับปัจจุนบัน
.อนัตตลักขณสูตร
หลังจากฟังเรื่องอริยสัจสี่ประการ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าก็ได้ดวงตาเห็นธรรมทุกท่านแล้ว มีพื้นฐานทางใจพอที่จะเข้าใจเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านั้น พระองค์จึงทรงแสดงสูตรว่าด้วยอนัตตาต่อในวันแรม 5 ค่ำ (ตามมติในอรรถกถาว่าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรในวันแรม 5 ค่ำ)
เนื้อหาของพระสูตรสั้นนิดเดียว ดังนี้
พระพุทธเจ้าตรัสสอนปัญจวัคคีย์ว่า
รูป(ร่างกายอันประกอบด้วยธาตุ 4 และคุณสมบัติของธาตุ 4) เวทนา(ความรู้สึก) สัญญา(ความจำได้หมายรู้) สังขาร(ความคิดดีคิดชั่ว) วิญญาณ(ความรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส) เป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)
เพราะถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นอัตตา(เป็นตัวตนของเรา) แล้วมันก็จักไม่เจ็บป่วย ขอให้มันเป็นอย่างนี้ ไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้ตามปรารถนาแต่เพราะมันเป็นอนัตตา(มิใช่ตัวตนของเรา) เราจึงขอร้องให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ให้มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ตามปรารถนา
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
พวกเธอคิดอย่างไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือทุกข์ ควรจะยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเราหรือไม่ พระปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า "ไม่ควรพระเจ้าข้า" ตรัสต่อไปว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีตปัจจุบัน อนาคต ทั้งภายนอก ภายใน ทั้งหยาบและประณีต ทั้งใกล้และไกล ทั้งหมดล้วนสักแต่ว่ารูป สักแต่ว่าเวทนา สักแต่ว่าสัญญาสักแต่ว่าสังขาร สักแต่ว่าวิญญาณพวกเธอพึงพิจารณาด้วยปัญญาตามเป็นจริงว่า นั่นมิใช่ของเรา ไม่เป็นเรา มิใช่ตัวตนของเรา
อริยสาวกผู้ใฝ่สดับเมื่อเห็นอย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายในรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายยึดติดเมื่อคลายยึดติด จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพันก็รู้ว่าได้หลุดพ้นแล้วชาติสิ้นแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์สมบูรณ์แล้ว กิจที่ควรทำได้ทำหมดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไป"
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาจบลง พระปัญจวัคคีย์ต่างก็โสมนัสชื่นชมภาษิตของพระองค์ ขณะที่พระพุทธองค์ตรัสอธิบายเรื่องนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย หมดความยึดมั่นถือมั่นแล้ว
พระอรหันต์เกิดมีในโลก 6 องค์ ณ ครานั้นแล้ว
ดูตามความจริงแล้ว ทั้ง 5 ท่านได้ "ดวงตาเห็นธรรม" แล้วเรียกอีกอย่างว่าเป็นพระโสดาบัน รู้อนิจจัง และทุกขังแล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถเข้าใจถึงอนัตตา เมื่อทรงแสดงสูตรนี้โดยวิธียกปัญหาขึ้นมาให้ช่วยกันพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างต่อเนื่อง โดยพระพุทธองค์ตะล่อมเข้าสู่ประเด็นในที่สุดทั้ง 5 ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัต
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ อะไร
ในพระสูตรทรงยกขันธ์ 5 ขึ้นมาอธิบายให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังหรืออนิจจตา แปลกกันว่าความไม่เที่ยงฟังแล้วยังไม่กระจ่างถ้าจะให้เข้าใจดีต้องแปลว่า "ความเปลี่ยนแปลง"
ทุกขัง หรือทุกขตา แปลกันว่า "ความทนไม่ได้" หมายถึงภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ตลอดกาล ภาวะที่ขัดแย้งในตัว ไม่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อนิจจตา กับทุกขตา ใกล้เคียงกันมาก ถ้าจะให้เข้าใจง่ายน่าจะกำหนดดังนี้ อาการปรากฏชัดภายนอก หรือความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏให้เห็น เช่นผมหงอก ฟันหลุด หนังเหี่ยวย่น เป็นอนิจจตา ความบกพร่องไม่สมบูรณ์ในตัวมันเองที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเปลี่ยนแปลงเป็น ทุกขตา
พูดให้ชัดก็ว่า ความเปลี่ยนแปลง(change) เป็นอนิจจตา
สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง(subject to change) เป็นทุกขตา
อนัตตาหรืออนัตตตา 2 ความหมาย
ส่วนอนัตตา มี 2 ความหมายคือ
(1) ไม่ใช่ตน หมายถึงไม่ใช่ตัวเรา สักแต่ว่าธาตุสี่ขันธ์ห้ารวมกัน แล้วสมมุติว่านายนั่น นางนี่เท่านั้นเอง ที่จริงแล้วไม่มีตัวตนที่แท้ถึงเวลาก็ดับสลายตามเหตุปัจจัย บาลีพระสูตรตรัสไว้ชัดว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวตนของใครจริงแล้ว เขาย่อมบังคับหรือขอร้องมันได้ว่าอย่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น แต่นี่มิได้เป็นดังนั้นเลย นี่คือความหมายของอนัตตานัยที่หนึ่ง
(2) ส่วนความหมายนัยที่สองคือ ไม่มีตัวตนถาวร อันนี้หมายถึงไม่มีอัตตาหรืออาตมันถาวร อย่างที่คนสมัยนั้นเชื่อถือและสั่งสอนกัน คือชาวอินเดียโบราณจะสอนกันว่า เมื่อร่างกายแตกดับแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ดับไปด้วย เพราะเป็นสิ่งสมบูรณ์ที่สุด(The Absolute) สิ่งนี้เรียกว่า อัตตา(อาตมัน) บ้าง ชีวะบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีอัตตาที่ว่านี้
ในหนังสือระดับอรรถกถา เวลาท่านอธิบายความหมายขออนัตตา ท่านจะอธิบายไว้ 4 นัยด้วยกัน คือ
1.เป็นอนัตตาเพราะเป็นของสูญหรือว่างเปล่า
2.เป็นอนัตตาเพราะไม่มีเจ้าของ หรือเราไม่สามารถเป็นเจ้าเข้าเจ้าของมันได้
3.เป็นอนัตตาเพราะไม่สามารถทำให้มันเป็นตามประสงค์ได้
4.เป็นอนัตตาเพราะเป็นปฏิปักษ์หรือค้านกับอัตตา
ความหมายทั้ง 4 นัยนี้สรุปลงใน 2 นัยข้างต้นที่ได้อธิบายมาแล้วนั้นเอง พระอรรถกถาจารย์ ท่านอธิบายอีกทางหนึ่งเพื่อให้กระจ่างยิ่งขึ้น
ถ้าดูตามคำแปลพระสูตรแล้วคล้ายกับว่า พระพุทธเจ้าทรง "ชี้นำ" ให้สรุปตามพระองค์ คำถามพระองค์จึงได้คำตอบทันทีตามที่ทรงต้องการ เช่น ถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นอย่างไร รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลายตอบทันทีว่า "ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า" เมื่อไม่เที่ยง มันเป็นสุขหรือทุกข์ "เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า" สิ่งใดเป็นไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา ควรจะยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเราไหม "ไม่ควร พระเจ้าข้า" ฯลฯ ฟังดูคล้ายถามปุ๊ปตอบปั๊บ แต่ที่จริงแล้ว คงไม่อย่างนั้น คงทรงเปิดโอกาสให้ผู้ฟังใช้บทบาทแห่งปัญญาคิดอย่างอิสระ จนกระทั่งรู้ด้วยตนเองมากกว่า กว่าจะได้บทสรุปอย่างนี้คงกินเวลานานพอสมควร
ลอกมาจาก...คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ
หลังจากฟังเรื่องอริยสัจสี่ประการ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าก็ได้ดวงตาเห็นธรรมทุกท่านแล้ว มีพื้นฐานทางใจพอที่จะเข้าใจเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านั้น พระองค์จึงทรงแสดงสูตรว่าด้วยอนัตตาต่อในวันแรม 5 ค่ำ (ตามมติในอรรถกถาว่าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรในวันแรม 5 ค่ำ)
เนื้อหาของพระสูตรสั้นนิดเดียว ดังนี้
พระพุทธเจ้าตรัสสอนปัญจวัคคีย์ว่า
รูป(ร่างกายอันประกอบด้วยธาตุ 4 และคุณสมบัติของธาตุ 4) เวทนา(ความรู้สึก) สัญญา(ความจำได้หมายรู้) สังขาร(ความคิดดีคิดชั่ว) วิญญาณ(ความรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส) เป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)
เพราะถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นอัตตา(เป็นตัวตนของเรา) แล้วมันก็จักไม่เจ็บป่วย ขอให้มันเป็นอย่างนี้ ไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้ตามปรารถนาแต่เพราะมันเป็นอนัตตา(มิใช่ตัวตนของเรา) เราจึงขอร้องให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ให้มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ตามปรารถนา
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
พวกเธอคิดอย่างไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือทุกข์ ควรจะยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเราหรือไม่ พระปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า "ไม่ควรพระเจ้าข้า" ตรัสต่อไปว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีตปัจจุบัน อนาคต ทั้งภายนอก ภายใน ทั้งหยาบและประณีต ทั้งใกล้และไกล ทั้งหมดล้วนสักแต่ว่ารูป สักแต่ว่าเวทนา สักแต่ว่าสัญญาสักแต่ว่าสังขาร สักแต่ว่าวิญญาณพวกเธอพึงพิจารณาด้วยปัญญาตามเป็นจริงว่า นั่นมิใช่ของเรา ไม่เป็นเรา มิใช่ตัวตนของเรา
อริยสาวกผู้ใฝ่สดับเมื่อเห็นอย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายในรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายยึดติดเมื่อคลายยึดติด จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพันก็รู้ว่าได้หลุดพ้นแล้วชาติสิ้นแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์สมบูรณ์แล้ว กิจที่ควรทำได้ทำหมดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไป"
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาจบลง พระปัญจวัคคีย์ต่างก็โสมนัสชื่นชมภาษิตของพระองค์ ขณะที่พระพุทธองค์ตรัสอธิบายเรื่องนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย หมดความยึดมั่นถือมั่นแล้ว
พระอรหันต์เกิดมีในโลก 6 องค์ ณ ครานั้นแล้ว
ดูตามความจริงแล้ว ทั้ง 5 ท่านได้ "ดวงตาเห็นธรรม" แล้วเรียกอีกอย่างว่าเป็นพระโสดาบัน รู้อนิจจัง และทุกขังแล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถเข้าใจถึงอนัตตา เมื่อทรงแสดงสูตรนี้โดยวิธียกปัญหาขึ้นมาให้ช่วยกันพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างต่อเนื่อง โดยพระพุทธองค์ตะล่อมเข้าสู่ประเด็นในที่สุดทั้ง 5 ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัต
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ อะไร
ในพระสูตรทรงยกขันธ์ 5 ขึ้นมาอธิบายให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังหรืออนิจจตา แปลกกันว่าความไม่เที่ยงฟังแล้วยังไม่กระจ่างถ้าจะให้เข้าใจดีต้องแปลว่า "ความเปลี่ยนแปลง"
ทุกขัง หรือทุกขตา แปลกันว่า "ความทนไม่ได้" หมายถึงภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ตลอดกาล ภาวะที่ขัดแย้งในตัว ไม่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อนิจจตา กับทุกขตา ใกล้เคียงกันมาก ถ้าจะให้เข้าใจง่ายน่าจะกำหนดดังนี้ อาการปรากฏชัดภายนอก หรือความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏให้เห็น เช่นผมหงอก ฟันหลุด หนังเหี่ยวย่น เป็นอนิจจตา ความบกพร่องไม่สมบูรณ์ในตัวมันเองที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเปลี่ยนแปลงเป็น ทุกขตา
พูดให้ชัดก็ว่า ความเปลี่ยนแปลง(change) เป็นอนิจจตา
สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง(subject to change) เป็นทุกขตา
อนัตตาหรืออนัตตตา 2 ความหมาย
ส่วนอนัตตา มี 2 ความหมายคือ
(1) ไม่ใช่ตน หมายถึงไม่ใช่ตัวเรา สักแต่ว่าธาตุสี่ขันธ์ห้ารวมกัน แล้วสมมุติว่านายนั่น นางนี่เท่านั้นเอง ที่จริงแล้วไม่มีตัวตนที่แท้ถึงเวลาก็ดับสลายตามเหตุปัจจัย บาลีพระสูตรตรัสไว้ชัดว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวตนของใครจริงแล้ว เขาย่อมบังคับหรือขอร้องมันได้ว่าอย่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น แต่นี่มิได้เป็นดังนั้นเลย นี่คือความหมายของอนัตตานัยที่หนึ่ง
(2) ส่วนความหมายนัยที่สองคือ ไม่มีตัวตนถาวร อันนี้หมายถึงไม่มีอัตตาหรืออาตมันถาวร อย่างที่คนสมัยนั้นเชื่อถือและสั่งสอนกัน คือชาวอินเดียโบราณจะสอนกันว่า เมื่อร่างกายแตกดับแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ดับไปด้วย เพราะเป็นสิ่งสมบูรณ์ที่สุด(The Absolute) สิ่งนี้เรียกว่า อัตตา(อาตมัน) บ้าง ชีวะบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีอัตตาที่ว่านี้
ในหนังสือระดับอรรถกถา เวลาท่านอธิบายความหมายขออนัตตา ท่านจะอธิบายไว้ 4 นัยด้วยกัน คือ
1.เป็นอนัตตาเพราะเป็นของสูญหรือว่างเปล่า
2.เป็นอนัตตาเพราะไม่มีเจ้าของ หรือเราไม่สามารถเป็นเจ้าเข้าเจ้าของมันได้
3.เป็นอนัตตาเพราะไม่สามารถทำให้มันเป็นตามประสงค์ได้
4.เป็นอนัตตาเพราะเป็นปฏิปักษ์หรือค้านกับอัตตา
ความหมายทั้ง 4 นัยนี้สรุปลงใน 2 นัยข้างต้นที่ได้อธิบายมาแล้วนั้นเอง พระอรรถกถาจารย์ ท่านอธิบายอีกทางหนึ่งเพื่อให้กระจ่างยิ่งขึ้น
ถ้าดูตามคำแปลพระสูตรแล้วคล้ายกับว่า พระพุทธเจ้าทรง "ชี้นำ" ให้สรุปตามพระองค์ คำถามพระองค์จึงได้คำตอบทันทีตามที่ทรงต้องการ เช่น ถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นอย่างไร รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลายตอบทันทีว่า "ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า" เมื่อไม่เที่ยง มันเป็นสุขหรือทุกข์ "เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า" สิ่งใดเป็นไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา ควรจะยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเราไหม "ไม่ควร พระเจ้าข้า" ฯลฯ ฟังดูคล้ายถามปุ๊ปตอบปั๊บ แต่ที่จริงแล้ว คงไม่อย่างนั้น คงทรงเปิดโอกาสให้ผู้ฟังใช้บทบาทแห่งปัญญาคิดอย่างอิสระ จนกระทั่งรู้ด้วยตนเองมากกว่า กว่าจะได้บทสรุปอย่างนี้คงกินเวลานานพอสมควร
ลอกมาจาก...คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)